minus academy faq plus academy faq Check in circle Apple Android Home Magnifer Calculator Mail Email Facebook Twitter RSS Linkedin Linkedin hollower Headphones Wechats Instagram Line Mail 2 Phone Phone 2 Minus Plus Arrow right Arrow left (variant 2) Arrow right (variant 2) Brand logo Brand logo not filled Hamburger Flag of the Hong Kong Flag of the US/GB Flag of the US/GB Flag of the US/GB Flag of the China Flag of the China Flag of the China (traditional) Flag of the Taiwan Flag of the Hong Kong Flag of the Spain Flag of the Russia Flag of the France Flag of the German Flag of the Portugal Flag of the Italy Flag of the Poland Flag of the Czech Flag of the Hungary Flag of the Sweden Flag of the Bulgarian Flag of the Finland Flag of the Lithuania Flag of the Denmark Flag of the Croatia Flag of the Estonia Flag of the Norway Flag of the Romania Flag of the United Arab Emirates Flag of the United Arab Emirates Flag of the Indonesia Flag of the Malaysia Flag of the Korea Flag of the Korea Flag of the Samoa Flag of the Vietnam Flag of the Thailand Flag of the Japan Cross Cross large User Arrow down Arrow up Cube Info list Data comunication Clock Slash

ตัดสินใจช้าลงสักนิด ผลลัพธ์การเทรดจะดีขึ้น

ตัดสินใจช้าลงสักนิด ผลลัพธ์การเทรดจะดีขึ้น
ตัดสินใจช้าลงสักนิด ผลลัพธ์การเทรดจะดีขึ้น

บทความนี้จะมาเล่าถึงแนวคิดหลักๆของหนังสือที่มีชื่อว่า Thinking, Fast and Slow ของ PhD.Daniel Kahneman ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตัดสินใจในการลงทุนของเราให้ดีขึ้นได้ ซึ่งตัวผู้เขียนได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2002 จากผลงานการวิจัยความคาดหวังและการเกลียดความสูญเสียของมนุษย์โดยการใช้ข้อมูลทางจิตวิทยาร่วมกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม วิเคราะห์ร่วมกับหลักสถิติ จนสามารถท้าทายความเชื่อเกี่ยวกับความมีเหตุมีผลของมนุษย์ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆภายใต้ความไม่แน่นอนได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งจะเป็นยังไงไปดูกัน

2 ระบบความคิดในสมอง

หนังสือเล่มนี้บอกว่ามนุษย์เรามี 2 ระบบความคิดต่อการตอบสนองในสถานการณ์ต่างๆ หรือการตัดสินใจทำเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา โดยระบบที่หนึ่ง คือ “ระบบคิดเร็ว” ซึ่งเป็นระบบที่มีมาแต่อดีตเป็นระบบที่สำคัญเพื่อการอยู่รอดในชีวิต โดยเน้นใช้สัญชาตญาณมากกว่าเหตุผล และจะตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดเยอะ เป็นระบบที่ใช้เอาตัวรอดในยามจะมีภัยหรือการทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันของเราอย่างอัตโนมัติ  ต่อมาอย่างที่สองคือ “ระบบคิดช้า” เป็นระบบการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน พิจารณาใช้หลักเหตุผลเข้ามาตัดสินใจ วางแผน หรือทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเรา เป็นระบบที่ต้องการสมาธิในการใช้งานสูงแต่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจมากกว่าระบบแรก

ทฤษฏีความคาดหวัง + มนุษย์ไม่ชอบความสูญเสีย

ในหนังสือยังบอกอีกว่ามนุษย์เราชอบให้ได้ลุ้น ได้หวัง แล้วจะมีความสุข ต่อให้โอกาสสมหวังจะมีเพียง 0.00001% ก็ยังดีกว่าไม่ได้หวัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ล๊อตเตอรี่ หรือ หวย นั่นเอง เพราะอย่างน้อยก็ได้ลองลุ้นดู ซึ่งเป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา และอีกเรื่องคือ “มนุษย์เกลียดการสูญเสีย” มากกว่าที่คุณคิด! ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณซื้อหุ้น A กับ B ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง หุ้น A กำไร 10,000 บาท ส่วนหุ้น B ขาดทุน 10,000 บาท ถ้าคุณต้องขายหุ้นตัวหนึ่งออกไป คุณจะขายหุ้นตัวไหน? … เชื่อว่าแว็บแรกความคิดหลายๆคนคงตอบ หุ้น A เพราะได้กำไรเข้ากระเป๋าแน่นอน เราไม่อยากเสียตังค์ขาดทุนให้กับหุ้นB ทั้งที่จริงๆควรตอบว่า ขายหุ้นB และถือหุ้นAต่อ  เพราะถ้าวิเคราะห์ตามหลักความน่าจะเป็น เราจะพบว่า หุ้นB ที่ขาดทุนอยู่มีโอกาสที่หุ้นจะลงต่อและขาดทุนมากกว่าเดิม แต่ในขณะที่หุ้นA มีโอกาสขึ้นต่อและกำไรมากกว่าเดิม ดังนั้นจึงควรรีบขายหุ้นBออกไปให้ไวที่สุดเพื่อหยุดขาดทุนก่อน แล้วรอกำไรจากหุ้นAที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นในอนาคตจนสามารถมีกำไรชดเชยกับส่วนที่เสียไปได้ แต่นั่นแหละ…เพราะมนุษย์ไม่ชอบความสูญเสียเลยเลือกทำตามที่บอกไปข้างต้นนั่นเอง

ประยุกต์กับการเทรดกันบ้าง

สมมุติว่าเช้าวันหนึ่งคุณเปิดหน้าจอกราฟขึ้นมา แล้วปรากฎว่าคุณเห็นราคากำลังจะมาทดสอบแนวรับที่เป็นจุดต่ำสุดเดิมในทามเฟรม์หนึ่งชั่วโมง ทันใดนั้นคุณเห็นแท่งเทียนกำลังทำรูปแบบขาขึ้นคุณจึงกดคำสั่งซื้อไปเพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวราคาจะขยับไปไกล ทันใดนั้นราคาได้พุ่งขึ้นต่อตามที่คุณคาดไว้  คุณจึงเริ่มวิเคราะห์เพิ่มเติม มองดูแล้วราคาอาจทำรูปแบบDouble Bottom และแนวโน้มใหญ่ก็เป็นขาขึ้นเช่นกัน คุณจึงยิ่งมั่นใจว่ามาถูกทาง จึงปล่อยให้ราคาขึ้นต่อ โดยคุณตั้ง Take Profit และ Stop loss เอาไว้และปิดจอ หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมง คุณเปิดจอขึ้นมาดูราคาอีกครั้ง ปรากฎว่าคุณโดน Stop loss และคุณก็คิดว่าทำไมไม่เป็นไปตามนั้น จนสุดท้ายคุณมานั่งทบทวนการเทรดถึงค่อยพบข้อผิดพลาดที่ซ่อนอยู่ภายหลัง … นี้คือตัวอย่างของ Fast Thinking Process (ระบบคิดเร็ว) เพราะเมื่อพิจารณาจากตัวอย่างที่กล่าวไปข้างต้น จะพบว่าเป็นการตัดสินใจแบบทันทีทันใดโดยใช้ข้อมูลเพียง 1-2 เรื่อง และราคาก็ดูเข้าทรงเดิมเหมือนที่เคยเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่สมองระบบคิดเร็วชอบมาก พอเห็นว่าคล้ายของเดิมปุ๊ป ทำเลย ไม่คิดเยอะ ไม่เปลืองแรงสมอง! แต่ในความเป็นจริงแล้วสภาวะเงื่อนไขของตลาดในแต่ละครั้งที่เราเทรดไม่เคยเหมือนเดิม แม้มันจะดูคล้ายกันมากเพียงใดก็ตาม 

ทีนี้ถามว่าถ้าใช้ระบบคิดช้าแล้วจะเป็นยังไง?

มาอีกตัวอย่าง สมมุติว่าคุณเปิดหน้าจอกราฟขึ้นมา ในหัวคุณไม่ได้รีบคิดว่าจะเทรดอะไรทั้งสิ้น คุณเพียงแค่ค่อยๆเฝ้าติดตามสถาวะตลาดร่วมกับการวิเคราะห์กราฟในหลายๆองค์ประกอบหลายๆTimeFrameและดูว่ามีข่าวอะไรไหม หลังจากนั่งวิเคราะห์กราฟทำการบ้านไว้หมดแล้ว คุณก็รอไปเรื่อยๆ รอจนกระทั่งกราฟเริ่มเข้าสู่โซนที่น่าสนใจเทรด คุณเลยเปิดไปดูราคาใน Timeframe ที่เล็กลง จนคุณเห็นจุดเข้าของราคาที่มีระยะ Stop loss ต่ำ แต่โอกาสทำกำไรถ้าราคาทะลุค่อนข้างมาก คุณเลยเข้าออเดอร์ไปด้วย Position size ที่เหมาะสม ต่อมาราคาได้ทะลุไปตามทิศทางที่คุณวิเคราะห์ไว้ คุณยังคงเฝ้าติดตามการวิ่งของราคาต่อเพราะคุณคิดว่าอาจเป็นการทะลุหลอกก็เป็นได้ (False Breakout) ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณก็พร้อมจะปิดออเดอร์เพื่อรักษาทุนไว้ให้ได้มากที่สุด สุดท้ายราคาไปถึงเป้าหมายที่คุณมองไว้คุณจึงปิดกำไรตามแผน… นี่คือตัวอย่างของ Slow Thinking Process (ระบบคิดช้า) จะเห็นได้ว่าไม่รีบร้อนในการเข้าเทรด แต่วิคราะห์กราฟและพิจารณาข้อมูลอย่างเป็นกลางในแต่ละช่วงเวลาของสถานะกราฟ และที่สำคัญคือ “อดทนรอเข้าออเดอร์” เมื่อเข้าออเดอร์ไปแล้วก็วิคราะห์สถานการณ์ต่อและพร้อมจะทำตามข้อมูลอย่างเป็นกลาง ไม่ได้คาดหวังหรือกลัวการสูญเสีย เพราะทุกอย่างคิดมาอย่างดีแล้วและทำตามแผนที่วางไว้

บทสรุป

Key Takeaway ของบทความนี้…การเทรดคือการ “ตัดสินใจ” นักลงทุนหรือเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดทุกคนล้วนต้องตัดสินใจเสมอ ไม่ว่าจะตัดสินใจเข้าออเดอร์ ตัดสินใจตัดขาดทุน ตัดสินใจเก็บกำไร ดังนั้นก่อนตัดสินใจเทรดทุกครั้งอยากให้ทุกคนลอง delay ความคิดระบบที่ 1 ลงสักนิด ลองตัดสินใจช้าลงอีกหน่อยก่อนเข้าเทรด เผื่อผลลัพธ์การเทรดอาจดีขึ้น และถ้าเราอยากจะเป็นนักเทรดที่สำเร็จในระยะยาว เรื่องการยอมรับความสูญเสีย (ที่ธรรมชาติของมนุษย์เกลียดเหลือเกิน) เพื่อ Stop loss (ตัดขาดทุน) ไม่ปล่อยกราฟลากนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้แม้ว่าเราจะไม่ชอบแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าอยากจะสำเร็จในเส้นทางสายนี้ต้องทำให้ได้ แล้วเราจะประคองตัวเองให้มีสติ ไม่ไหลไปตามความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ตามที่หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้และกลายเป็นคนส่วนน้อยที่เทรดสำเร็จได้ในที่สุดครับ

 

หากใครสนใจอยากศึกษาเพิ่มเติมลองหาหนังสือมาอ่านได้อาจจะเล่มหนาหน่อยแต่รับรองได้แง่คิดดีๆเพียบครับ 

 

ณาศิส จตุสินเตชทัต
Analyst ZFX Thailand

 

 

ZFX (Zeal Capital Market) คือ โบรกเกอร์ CFD และ Forex ออนไลน์ชั้นนำ ผู้คว้ารางวัล The Best Trading Platform Award ประจำปี 2019 จาก Financial Weekly  ให้บริการการเทรดสินค้ามากกว่า 100 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นสำหรับการเทรด Forex, ทองและน้ำมัน, ดัชนีหุ้น และ CFDs เปิดบัญชีกับ ZFX วันนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยการฝากขั้นต่ำเพียงแค่ $50

——

คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง: เนื้อหาข้างต้นมีไว้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้นและไม่ได้แสดงถึงจุดยืนของ ZFX ทางบริษัท ZFX ไม่ถือว่าการสูญเสียรูปแบบใด ๆ ที่เกิดจากการดำเนินการซื้อขายใด ๆ ที่ดำเนินการตามบทความนี้ โปรดตั้งมั่นในความคิดของคุณและควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ZFX (Zeal Capital Market) เป็นนายหน้าฟอเร็กซ์และ CFD ออนไลน์ที่ให้บริการมากกว่า 100 รายการสำหรับการซื้อขายฟอเร็กซ์, การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์, การซื้อขายดัชนีและการซื้อขาย CFDs เงินฝากขั้นต่ำสำหรับการเปิดบัญชีคือ 50 เหรียญสหรัฐเปิดบัญชีซื้อขายและดาวน์โหลดแพลตฟอร์มการซื้อขาย MT4 ของเราตอนนี้!