minus academy faq plus academy faq Check in circle Apple Android Home Magnifer Calculator Mail Email Facebook Twitter RSS Linkedin Linkedin hollower Headphones Wechats Instagram Line Mail 2 Phone Phone 2 Minus Plus Arrow right Arrow left (variant 2) Arrow right (variant 2) Brand logo Brand logo not filled Hamburger Flag of the Hong Kong Flag of the US/GB Flag of the US/GB Flag of the US/GB Flag of the China Flag of the China Flag of the China (traditional) Flag of the Taiwan Flag of the Hong Kong Flag of the Spain Flag of the Russia Flag of the France Flag of the German Flag of the Portugal Flag of the Italy Flag of the Poland Flag of the Czech Flag of the Hungary Flag of the Sweden Flag of the Bulgarian Flag of the Finland Flag of the Lithuania Flag of the Denmark Flag of the Croatia Flag of the Estonia Flag of the Norway Flag of the Romania Flag of the United Arab Emirates Flag of the United Arab Emirates Flag of the Indonesia Flag of the Malaysia Flag of the Korea Flag of the Samoa Flag of the Vietnam Flag of the Thailand Flag of the Japan Cross Cross large User Arrow down Arrow up Cube Info list Data comunication Clock Slash

เพราะตลาดไม่แน่นอน เราจึงต้องแน่นอนแทนตลาด

เพราะตลาดไม่แน่นอน เราจึงต้องแน่นอนแทนตลาด

 

 

ไม่มี Holy Grail (จอกศักดิ์สิทธิ์) ในโลกของการลงทุน…ไม่มีใครถูกต้องทุกครั้ง100%…ไม่มีกลยุทธ์ไหนwin rate 100% เพราะทุกกลยุทธ์มีจุดอ่อนเสมอ ใครที่เชื่อว่าจะมีเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้้ตลอดเวลาแบบไม่เสียทุนเลยสักครั้ง ถือเป็นความเชื่อที่อันตราย เพราะสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้และมีความไม่แน่นอนที่สุด คือ “ตลาด” (Market) พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ เราไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของราคาได้เลย แต่เรา “ควบคุมตัวเอง” ให้แน่นอน คงเส้นคงวาแทนตลาดได้ แต่คำถามก็คือ…แล้วจะทำยังไง?

 

คงมีวิธีมากมายให้เลือกทำ แต่วันนี้เราอยากแชร์หนึ่งในวิธีคลาสสิกนั่นคือ “ถามคำถามกับตัวเอง” และต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนเทรดเสมอ

 

1.จะเทรดอะไร ?

ไม่ว่าวันนี้คุณจะเทรด หุ้น ดัชนี ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ คริปโตเคอเรนซี่ หรือสินทรัพย์ใดๆก็ตามในโลก  สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ ฉันจะเทรดอะไร?… ถ้าจะเทรดค่าเงิน ก็ต้องเลือกคู่ที่เราถนัดที่สุด เข้าใจพฤติกรรมมากที่สุด วิคราะห์มาอย่างดีที่สุด ไม่ใช่เลือกทุกคู่ เทรดทุกคู่ แบบนั้นจะทำให้เรา “หลุดโฟกัส” คำแนะนำคือ เลือกคู่เงินที่เราถนัดมาที่สุดไม่เกิน1-5คู่ แล้วเอาให้เก่งในคู่นั้นๆจะทำให้เราหาจังหวะเทรดได้ดีขึ้น แต่…แล้วจะรู้ได้ไงว่าเราถนัดคู่ไหน เข้าใจพฤติกรรมคู่ไหน ? คำตอบคือ …ลองถูกลองผิดหรือทดสอบย้อนหลัง(ฺBacktest) ว่ากลยุทธ์ที่คุณมีเหมาะกับการทำกำไรในคู่เงินไหนที่สุด และใช่ครับ…กว่าจะค้นพบก็ต้องใช้เวลา และใช้เวลานานด้วย ดังนั้นไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ไม่มีใครเทรดสำเร็จในวันเดียว ต้องอดทนผ่านการทดสอบและปรับปรุงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะเจอคู่ที่เหมาะสมกับตัวเอง เหมาะสมกับกลยุทธ์ของเราที่สุด

 

2.จะเทรดเมื่อไหร่ ?

จริงๆต้องบอกว่า ถ้าคุณผ่านข้อแรกมาได้ คุณน่าจะได้คำตอบของข้อนี้และข้อต่อไปเรียบร้อยแล้ว แต่เราจะมาขยายความให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น… การเทรดทุกครั้งคุณต้องรู้ว่า “จุดเข้า” ตามกลยุทธ์ของคุณอยู่ตรงไหน คุณจะเข้าด้วยเงื่อนไขอะไร ในคู่เงินเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่ต่างกลยุทธ์ก็ทำให้จะเข้าต่างกันไป บางทีคนเทรดสั้นมองลง คนเทรดยาวมองขึ้น  กลับกัน บางทีคนเทรดสั้นมองขึ้น คนเทรดยาวมองลง …เอาเป็นว่าอย่าไปเถียงกับเพื่อนหรือคนที่มองต่าง เพราะเขาอาจเล่นในกรอบเวลา (Time Frame) ที่ต่างจากคุณ กลยทุธ์ที่ใช้ต่างจากคุณ แต่ไม่ว่าจะมองขึ้นหรือลงไม่สำคัญเท่ากับว่า องค์ประกอบเงื่อนไขการเข้าเทรดตามกลยุทธ์ที่คุณทดสอบมานั้นครบถ้วนรึยัง ถ้าคุณตอบได้ว่าครบถ้วนแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลต้องลังเล ทำการเข้าเทรดได้เลย

 

3.จะขายเมื่อไหร่ ?  (Take Profit / Stop Loss )

ถ้าจุดเข้าว่ายากแล้ว จุดออกยากกว่า ไม่ว่าจะขายกำไร (Take Profit) หรือ ขายขาดทุน (Stop Loss) แต่ไม่ใช่ยากที่การหาเป้าหมายราคาหรือหาจุดตัดขาดทุน เชื่อว่าถ้ามีพื้นฐานการเทรด ทุกคนจะพอมองออกคร่าวๆได้ว่าราคาน่าจะไปถึงตรงไหน หรือจะต้องตัดขาดทุนตรงไหน เพราะก่อนนำกลยุทธ์มาเทรดเราต้องผ่านการทดสอบมาก่อน น่าจะพอรู้แล้วว่าควรจะ TP หรือ SL ตรงไหน ดังนั้นในส่วนนี้เราขอข้ามไป แต่สิ่งที่เราบอกว่ายาก คือยากที่ “ใจ” ของคุณต่างหาก เวลากำไรคุณทนกำไรจนรอให้ไปถึงเป้าหมายได้รึเปล่า  หรือเวลาราคามาถึงจุดที่ต้องตัดขาดทุน คุณทำใจตัดขาดทุนได้จริงๆรึเปล่า สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ยาก… โชคดีที่พอมีทางแก้…นั่นคือ “วินัย” เท่านั้น!  ทำตามระบบที่คุณออกแบบมาให้ได้ ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายในการเทรดครั้งนั้นจะกำไรหรือขาดทุนค่อยมาปรับปรุงทีหลัง แล้วรอบต่อไปทำให้คมขึ้น ดีขึ้น แต่ในหน้าเทรดคุณต้องมีวินัยกับเป้า TP และ SL เพราะไม่งั้นคุณจะไม่สามารถควบคุม Risk to Reward ให้คงเส้นคงวาได้ จะกลายเป็นว่าเดี๋ยวรอเดี๋ยวไม่รอ เดี๋ยวออกเดี๋ยวไม่ออก สุดท้ายระยะยาวผลลัพธ์ไม่ไปไหนเพราะไม่สามารถทนกำไรหรือยอมขาดทุนตามระบบได้จริงๆสักที

 

4.ยอมเสียแค่ไหน ?

สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดระยะยาวได้ในตลาดไม่ใช่การทำกำไร แต่คือการ “รักษาทุน” ไว้ให้ได้ เมื่อตลาดไม่เป็นไปตามกลยุทธ์ของเรา สิ่งที่ควรทำคือการตัดขาดทุน (Stop Loss) แต่สิ่งที่ทำให้คนส่วนมากทำใจตัดขาดทุนไม่ได้เป็นเพราะ “มันขาดทุนมากไป” ทำใจยอมรับไม่ได้ ตัดขาดทุนไม่ได้จริงๆ สุดท้ายปล่อยลากแล้วก็ล้าง… นี่คือคนที่ไม่ได้ถามตัวเองก่อนเทรดว่าเรายอมเสียเงินจากครั้งนี้แค่ไหน ก็เลยออก Position Size ไม่เหมาะสม เพราะถ้าคุณตอบตัวเองได้ว่าครั้งนี้ยอมเสียเท่าไหร่เมื่อโดนSL  คุณจะรู้เลยว่าต้องออก Lot Size เท่าไหร่เมื่อคำนวณร่วมกับระยะจุดในการStop Loss เพื่อให้เท่ากับจำนวนเงินที่คุณจะยอมเสีย เช่น ยอมเสีย 10$ จากทุน 1000$ ( คิดเป็น 1 %)  โดยมองว่าระยะ SL จากจุดเข้าอยู่ที่ 500 จุด ดังนั้น lot size รวมของการเทรดที่เหมาะสมครั้งนี้โดยประมาณคือ 0.02 lot เพราะ 0.02 x 500 = 10 $ หรือจะแบ่งไม้เข้า2ไม้ ไม้ละ0.01lot ก็ได้ ก็จะช่วยยืดระยะจุดในการ SL เพิ่มขึ้น แต่ยังไงก็ต้องคุมไว้ให้เสียไม่เกิน10$ ดังนั้นถ้าคำนวณไว้แต่แรกเมื่อถึงเวลาต้องตัดขาดทุนก็จะทำใจได้มากขึ้น ทำให้เราสามารถรักษาเงินทุนไว้สำหรับการเทรดครั้งต่อๆไปได้อีก ดังนั้นย้ำว่า Money Management สำคัญ !

 

ทำได้ครบ4ข้อ เชื่อว่าจะช่วยให้การเทรดของทุกคน “ดีขึ้น” …ช้าก่อน คำว่าดีขึ้น ไม่ได้การันตีหรือบอกว่ากำไรมากขึ้นหรือเทรดชนะมากขึ้น ดีขึ้นคือ จะช่วยให้เรามีความเป็นระบบมากขึ้น โฟกัสมากขึ้น คงเส้นคงวามากขึ้น มีวินัยมากขึ้น  มีสติมากขึ้น แล้ว “สตางค์” ค่อยมากขึ้น

 

ณาศิส จตุสินเตชทัต

Analyst ZFX Thailand

หุ้น

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

Tag