minus academy faq plus academy faq Check in circle Apple Android Home Magnifer Calculator Mail Email Facebook Twitter RSS Linkedin Linkedin hollower Headphones Wechats Instagram Line Mail 2 Phone Phone 2 Minus Plus Arrow right Arrow left (variant 2) Arrow right (variant 2) Brand logo Brand logo not filled Hamburger Flag of the Hong Kong Flag of the US/GB Flag of the US/GB Flag of the US/GB Flag of the China Flag of the China Flag of the China (traditional) Flag of the Taiwan Flag of the Hong Kong Flag of the Spain Flag of the Russia Flag of the France Flag of the German Flag of the Portugal Flag of the Italy Flag of the Poland Flag of the Czech Flag of the Hungary Flag of the Sweden Flag of the Bulgarian Flag of the Finland Flag of the Lithuania Flag of the Denmark Flag of the Croatia Flag of the Estonia Flag of the Norway Flag of the Romania Flag of the United Arab Emirates Flag of the United Arab Emirates Flag of the Indonesia Flag of the Malaysia Flag of the Korea Flag of the Korea Flag of the Samoa Flag of the Vietnam Flag of the Thailand Flag of the Turkey Flag of the Japan Cross Cross large User Arrow down Arrow up Cube Info list Data comunication Clock Slash
ข่าวสาร
สรุปข่าวสำคัญประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2565 - Zeal Capital Market

สรุปข่าวสำคัญประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2565

07-07-2022 06:32

1. **จับตาผลกระทบ! หลังศาลรัสเซียมีคำสั่งห้ามดำเนินการทุกอย่างผ่านท่อส่งน้ำมัน ‘Caspian’ เป็นระยะเวลา 30 วัน สร้างความกังวลเรื่องขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก 

ศาลรัสเซีย มีคำสั่งให้ ‘Caspian Pipeline Consortium’ หรือ CPC หนึ่งในผู้ให้บริการท่อส่งน้ำมันรายใหญ่ของโลก ระงับการดำเนินการเป็นระยะเวลา 30 วัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของน้ำมัน ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความกังวลเรื่องปัญหาขาดแคลนน้ำมัน 

CPC เป็นผู้รับผิดชอบการส่งออกน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 1% จากทั่วโลก โดยจะนำน้ำมันที่ผลิตจากคาซัคสถาน มายังแถบทะเลดำ เบื้องต้น ทาง CPC ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในรัสเซีย ขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ในท่อส่งน้ำมัน  

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การส่งออกน้ำมันยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงเมื่อวันพุธ (5 กรกฎาคม) แต่ไม่แน่ใจว่า ในวันนี้ ยังคงดำเนินการต่อหรือไม่ 

ท่อส่งน้ำมันแห่งนี้ ใช้ส่งออกน้ำมันดิบราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเริ่มเป็นที่สนใจนับตั้งแต่ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งรัสเซียและยูเครนขึ้น โดยหลังจากที่ชาติตะวันตกประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ก็ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากรัสเซียลดลง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 

2. * ในขณะทีชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย จีนและอินเดียสวนกระแสการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกโดยการ ทุ่มเงินราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อพลังงานเชื้อเพลิงจากรัสเซีย 

สำนักข่าว Bloomberge รายงานว่า รัสเซียได้รับเงินจำนวน 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8.6 แสนล้านบาท จากการขายพลังงานเชื้อเพลิงให้กับจีนและอินเดีย ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ราคาพลังงานเชื้อเพลิงโลกที่สูงขึ้น กำลังทำให้ความพยายามที่สหรัฐฯ และยุโรปจะลงโทษรัสเซียถูกจำกัด 

มีข้อมูลว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา จีนได้จ่ายเงินค่าน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ให้แก่รัสเซียคิดเป็นมูลค่าราว 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ อินเดียก็จ่ายเงินค่าพลังงานเชื้อเพลิงให้แก่รัสเซีย 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.83 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบเมื่อปีที่แล้ว 

การอุดหนุนพลังงานเชื้อเพลิงจากรัสเซียของจีนและอินเดีย เข้ามาช่วยทดแทนจำนวนการซื้อที่ลดลงจากสหรัฐฯ และอีกหลายชาติในยุโรป ที่ต้องการลงโทษรัสเซียจากปัญหาความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน นอกจากนี้ การคว่ำบาตรรัสเซีย ยังส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูง กระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง และกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศ 

ดูเหมือนว่าสถานการณ์แบบนี้จะยังไม่สิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ ด้วยราคาพลังงานที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ในขณะที่ รัสเซียก็พยายามที่จะสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ซื้อด้วยการลดราคาที่มากกว่ามาตรฐานโลก  

จีน ยังคงมีปริมาณการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในเดือนมิถุนายน ขณะที่อินเดีย ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งตรงกับช่วงที่มาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป ที่จะไม่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมีผลบังคับใช้พอดี 

รัสเซียถือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และด้านการค้ากับจีน และอินเดียมาอย่างยาวนาน โดยมีการเสนอส่วนลดจำนวนมาก แถมยังรับชำระเป็นสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อช่วยรักษาการไหลเวียนทางการค้า และทำให้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศแข็งแกร่งในปีนี้ 

จีน ถือเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงมากที่สุดในโลก และมีท่อส่งน้ำมันสำหรับนำเข้าก๊าซและน้ำมันจากแถบไซบีเรียของรัสเซียโดยเฉพาะ แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกจะมีการใช้พลังงานที่ลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ หรือ จำกัดพื้นที่ จากสถานการณ์โควิด-19 แต่จีนก็จ่ายเงินซื้อพลังงานจากรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากราคาที่สูงขึ้น และปริมาณนำเข้าที่มากขึ้นเล็กน้อย 

ด้านอินเดียก็จ่ายเงินซื้อพลังงานจากรัสเซียเพิ่มขึ้นมากจนน่าตกใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอินเดียไม่ได้มีพรมแดนติดกับรัสเซียเหมือนกับจีน ดังนั้น จึงมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่มากกว่า นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียอีก 3 รายการ นับตั้งแต่ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน ขึ้นอีกด้วย 

3. **จับตา! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.5% หรือ 0.75% เดือนนี้ หวังฉุดเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 14-15 มิ.ย. โดยระบุว่า กรรมการเฟดยังคงเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยก็ตาม โดยกรรมการเฟดเชื่อว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือนก.ค.ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในระดับที่รุนแรงมากขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ 

“ในการอภิปรายถึงนโยบายที่คาดว่าจะมีการบังคับใช้ในการประชุมครั้งต่อไปนั้น กรรมการเฟดยังคงเล็งเห็นว่า การปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Federal Funds Rate) ถือเป็นเรื่องเหมาะสมในการบรรลุเป้าหมายของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) โดยกรรมการเฟดเชื่อว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือนก.ค.” 

รายงานการประชุมเฟดยังระบุด้วยว่า การที่คณะกรรมการ FOMC มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อการควบคุมตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2524 โดยเฟดจะดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินไปจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 2% 

“กรรมการเฟดมีความเห็นตรงกันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับการคุมเข้มนโยบายการเงิน และกรรมการเฟดพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะใช้นโยบายคุมเข้มมากขึ้นหากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว” 

“กรรมการเฟดตระหนักว่า การคุมเข้มนโยบายการเงินอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่กรรมการเฟดมองว่า การทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ถือเป็นภารกิจที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายการจ้างงานที่เต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน” รายงานการประชุมเฟดระบุ 

สำหรับการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.75% สู่ระดับ 1.50-1.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2537 

ข้อมูลอ้างอิงจาก – infoquest / TNN World /Reuters / Bloomberge 

#MarketNews #ZFX #ZFXThailand